Latest Entries »

Project ตัวสุดท้ายแร้วก็ปิดเทอมรู้สึกมีความสุข…

แต่พอเอาเข้าจริงตอนทำโปรแกรมนี้แทบลาก….เพราะ

1.คิดไม่ออก –คิดไม่ออก—แต่ก็คิดไม่ออก

2.สมาธิเริ่มสั้น-*-

3.พอคิดไม่ออกสมาธิสั้น..สุดท้ายประสาทกิน…..

สรุปเลยเสียเวลาอยู่พักในการทำงานชิ้นนี้งานเลยออกมาดูไม่เต็มที่-*-

เริ่มกันด้วยMassก่อนเลยนไปถึงกว่าจะมาเป็นcommunity mall

Commentช่วงแรกอยู่กลุ่มอาจารย์ช่อ อาจารย์ยังบอกเลยว่างานเองดูเหมือนขาดๆ….เกินๆ…(ก็สติหนูไม่สมประกอบแล้วนี่คะตอนทำT^T)

mass ตัวแรกตรงๆเอ๋อๆ

mass 2 เริ่มมีการบิดของก้อนอาคารเพื่อรับกับการใช้งานของตัวอาคาร

mass 3 บิดก้อนหลายก้อนขึ้นเป็นสามก้อนแต่ก็ยังดูขัดๆเพราะไอ้ก้อนสุดท้ายมันแปลกๆ

mass สุดท้าย เปิดก้อนอาคารด้านหน้าให้รับคนเลยสรุปว่าขาดๆเกินๆมาสี่ห้าก้อนลงตัวเอาก้อนสุดท้ายวันสุดท้ายพอดี

 

พอ July ก็มานั้งคิดไม่ตกว่าสรุปเอา concept ไรดีแต่ก็สรุปเลยว่า “CUBE” นี่แหละฟังดูดีแต่เข้าตากรรมการที่ซู๊ด~~  *-*

ยอมรับว่าหน้าตานี่ดูไม่เหมือน model เอาซะเลยเหมือน mass ซะมากกว่า-*-

 

Plate

 Comment สรุป :  – ต้นไม้ใน landspace ยังไม่เหมาะสมเท่าไร่บางต้นไม่ควรนำมาปลูกเพราะบังทัศนียภาพเช่น ต้นฉำฉา มอสก็เหมาะสมกับการปลูกไนที่ร่ม

                        – concept ดูเลือนหายเพราะคำว่าcubeมันคือสี่เหลี่ยมจัตุรัสแต่อาคารที่ออกมาดูเหมือนกล่องสี่เหลี่ยมผืนผ้า(กล่องรองเท้า-*-)

                        – หลังคาที่สานกันดูสเปะสปะไม่เข้ากับตัวอาคารที่ดูเรียบ บางส่วนที่ใช้เป็น polycarbonate ก็ควรมี slope เพื่อระบายน้ำ

                        – เขียนรูปตัดบางส่วนยังไม่ถูกต้องเช่นรางน้ำ

                        – แนวเสาที่ไม่ลงตัว

เฮ้อฟังcommentแล้วเหนื่อยใจแต่..อย่างน้อยตอนpresentหรือตอนที่ปั่นงานได้ยินเสียงอารมณ์ขัน เสียงให้กำลังใจทำให้เผชิญอะไรก็ไม่หวั่นไหว^^

สุดท้ายนี้ ขอขอบคุณที่commentของอาจารย์ทุกท่าน และเวลาทำงานที่บางทีมาแหย่และแนะบางเรื่องให้รู้ว่าเป็นไกด์ไลน์ให้คิด

          ขอบคุณน้องๆทุกคน^^ ที่ทำให้พี่รู้สึกว่าเรียนพร้อมปีเราแล้วรู้สึกไม่เครียดและทำให้พี่มีสุขภาพจิตที่ดีมีกำลังใจเรียน

          ขอบคุณแม่และพี่สาวที่คอยบอกว่า”ทำไรหนะอาคารไรวะแก”55+ฟังทุกวันอธิบายทุกวันไม่เหงาไม่เบื่ออย่างน้อยรู้ว่ามีคนยังคอยแคร์เราว่าทำอะไรอยู่

          ขอบคุณกำลังลับๆ^^ที่คอยให้คำปรึกษางานและกำลังใจที่พยายามจะไม่โดดเรียน

          ขอบคุณมอมหมาแก่ที่ดีใจเว่อร์เวลากลับบ้านมาเย็นรู้สึกหายเหนื่อยเลย^^

อพาทเม้นต์ได้ยินคำแรกรู้สึกถึงความหรูหรากันเลยทีเดียว*-* แต่ทำไงดีหล่ะsite เล็กๆ-*-

แต่เอาเต๊อะก็ทำต่อไปเรยๆจนถึงpin-up แต่ถามว่าระหว่าง modelส่งตอนpin-up กับ model ตอนส่ง july…

…..กลับมีแต่คนบอกว่า”มึงกุว่าโมเดลของตัว pinup สวยกว่าว่ะ”….55+ก้อฮาดี^^

Comment โดยรวมคือ  – หน้าต่างเจาะไม่ค่อยดี อากาศถ่ายเทน้อย 

                                 – หลังคาสีเช๊ยเชย-*-

                                 – ตัดโมเดลไม่เนียบ..(กาก)*

Pin-up (ดูๆไปคนทำก็ชอบตัวนี้เหมือนกัน555แต่มันเลยsite)

July (ตอนขึ้นpresentอาจารย์ยังว่าดูเหมือน”Home office”มากกว่า)

 แต่ถึงอย่างไรก็ยังภูมิใจที่ว่าอย่างน้อยเราก็พัฒนาที่จะพยายามทำงานโดยไม่ใช่อารมณ์มากขึ้น *-*

 เอ๊าะ..ลืม plate…plateนี่บอกตรงๆเกลียดperสุดชีวิตT^Tเพราะเขียนไม่เป็น …แต่…ปิดเทอมนี้กลับไปฝึกฝนกันแน่ๆ*-*

plate

 

มาว่ากันด้วยกรรมวิธีกะทำโมเดลจำล๊องจำลอง..ที่ว่ากันว่าอ.ช่อบอกว่าspaceการะสะท้อนยังไม่ได้มันดูน้อยๆไปนะคะ*-* 

หัวใครหว่า?

อ๊ะ!หน้าเข้ากล้อง

ตัวโมเดลอีกเรื่องงานจริงก็อีกเรื่อง เพราะเกิดปัญหาหลายๆด้านมากมายทำให้เกิดกรรมวิธีเปลี่ยนแปลงแบบข้ามขั้นตอนกันเลย*-*

ว่ากันด้วยทางเข้าไปสู่สวรรค์!!~

ตามมาด้วยท้องฟ้างดงาม*-*

แลทรรศนาออกไปนอกหน้าต่าง!!

ระยิบระยับเหมือนบันไดสู่สวรรค์..บ๊ะ!!!

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ก็ไปเนียนกับกลุ่มคอนฯ อ.ชนินทร์อีกแล้ว คราวนี้ได้ไปดูอาคารใหม่ในจุฬาฯ ที่กำลังสร้างอยู่

ชื่อโครงการฟังแล้วสุดยอดมากๆ คือ “โครงการจัดสร้างอาคารเพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตบัณฑิตด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพสนองความต้องการของประเทศ”

งบประมาณ รวมทั้งหมดประมาณ 200 ล้านบาทครับ

ออกแบบโดย อ.พิรัส อ.สยาณี อ.มาร์คแห่ง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์จุฬาฯ นี่เองครับ

ตัวไซต์ก่อสร้างอยู่ด้านหลังสนามกีฬาแห่งชาติ 

เดินเข้าไปถึงก็พบกับอาคารขนาดใหญ่มาก 

ที่โดดเด่นสะดุดตาคือเสาสี่เหลี่ยมผืนผ้าเอียงระดับพระเจ้า สูงไปถึง 4 ชั้น ยัน Slope ที่เป็นห้องเลคเชอร์ใหญ่

ตอนนี้ยังแกะแม่แบบออกไม่ได้ เพราะยังไม่ซ่อมฐานราก เพราะเสาเกิดแรงถีบมหาศาล ต้องทำคานรัดรอบฐานรากไว้

ตรงนี้มีพื้นยื่นออกมา ประมาณ 4 เมตร ไว้ทำอะไร เด๋วจะไปดูกัน 

ก่อนจะเข้าไปดูในสถานที่จริง ก็เข้าไปดูใน office ข้างๆที่ก่อสร้างกันก่อนครับ 

โมเดลน่าจะ 1:100 ใหญ่มากๆ 

 

ถ่ายแบบ 3D มา เผื่อใครมองออก มองแบบ cross eyes นะครับ

พื้นยื่น

 

แปลนชั้น 1 (มีชั้นG) อาคารทั้งหมดมี 9 ชั้น + ดาดฟ้า 1 ชั้น ครับ

  รูปตัด

 

บันไดอลังการมาก

 

กระจกลามิเนตสีชมพู เอาไว้ติดตรงโถงบันไดวน

ตัวอย่างโครงคร่าวฝ้าเพดาน ดูไว้จะได้ไม่ดราฟผิด

อันนี้โครงคร่าวฝาผนัง

วัสดุพวกอะคูสติกบอร์ด กันเสียง

ภาพ 3Dจาก Sketch Up

เริ่มเดินเข้าไป

เสาครีบ ด้านหน้าฉาบ Lanko แล้ว เรียบเนียนเหมือนคอนกรีตเปลือย ส่วนข้างหลัง คือยังไม่ฉาบ 

ท่อระบบเดินเรียบร้อย อาจารย์บอกว่าอาจจะไม่ปิดฝ้าเพดาน ส่วนด้านหลังนั่นสนามศุภฯ 

 

เลี้ยวขวามาก็พบกันบันไดสุดยอด Space ทะลุทะลวงถึงสวรรค์

 

ตรงจุดชานพักบันได มีเสาเอ็นมารับ (เสาเอ็นคือเสาที่ไม่มีฐานราก ต่อขึ้นมาจากคาน)

ข้างๆลิฟท์ก็เป็นบันไดแบบพับกลับ 

ดูดีๆจะเห็นว่าบันไดมันลู่เข้า 

ชั้นล่างสุดบันไดจะกว้างสุด แล้วค่อยๆลู่เข้าแคบขึ้นเรื่อยไปจนถึงชั้นบน เป็นเพราะจำนวนคนใช้น้อยลงเรื่อยๆ 

อาจารย์ก็ชี้ให้ดูผนังก่ออิฐว่าต้องมีเสาเอ็นกับทับหลังทุกๆระยะ

วิธีทำช่างจะก่ออิฐขึ้นมาสองฝั่ง เว้นตรงกลางไว้ เสียบเหล็กหนวดกุ้งเข้าไป 

แล้วเอาไม้แบบมาปิดไว้ เทคอนกรีตลงไป จะได้เสาเอ็น

ปุ่มๆบนผนังคอนกรีตนี้คือ เหล็กที่เอาไว้ยึดแม่แบบสองข้าตอนเทคอนกรีต เสร็จแล้วก็จะคาไว้อย่างนี้ ต้องตัดปลายออก (ตรงนี้เป็นลิฟท์)

 ขึ้นมาชั้น2 ตรงนี้เป็นใต้ห้องเลคเชอร์ ที่เป็นSlope ฝ้าเพดานก็เลยเห็นเป็นลาดเอียง อย่างนี้ พื้นไม่มีคานเพราะตัวพื้นหนา ทำหน้าที่เป็นคานไปเลย

เดินมาอีกหน่อยจะเจอกับ double space ที่มองลงไปชั้น ล่างได้ ข้างหลังไกลๆเป็นเสาเอียง ตอนนี้เหล็กค้ำอยู่เยอะแยะไปหมด


 
ลองปรับสีให้สด ชวนให้นึกถึงเรื่อง bakemonogatari

ขึ้นมาอีกชั้นนึงก็จะเจอกับ

 

นั่งร้านสีน้ำเงินแล้วนึกถึงเรื่อง bakemonogatariอีกละ

เดินลอดไป

สวยดีแฮะ

เดินมาอีกหน่อยจะเจอ

ตรงนี้ก็คือพื้นยื่นน่าหวาดเสียว ที่เห็นในโมเดลนั่นเอง 

ลองออกไปยืนดู ถึงได้รู้ว่ามันคือจุดชมวิวนั่นเอง ด้านหลังเป็น background ของเมืองกรุงเทพ สวยงามมาก (แต่ข้างหน้าดันเป็นหลังคาบ้าน)

หันขวาก็เห็นเสาเอียงๆ 

ต่อมาก็มาดูโถงบันไดวน สร้างจากการหล่อคอนกรีตขึ้นมาทั้งแท่ง 

นี่เป็นแม่แบบที่สั่งทำพิเศษให้มันโค้ง 

ข้างในปล่องนี่ยาวขึ้นไปหลายชั้น แ่ต่ยังไม่มีบันได ข้างบนที่เห็นสีชมพูๆ เดาเอาว่าเค้าติดกระจกสีแล้ว

รูพวกนี้คือจะมีทางเชื่อมเข้ามาต่อ สร้างเสร็จคงอลังการ

ตรงนี้คือห้องเลกเชอร์ ที่ด้านล่างเป็นเสาเอียงๆมาค้ำอยู่ ตรงปลายจะเห็นว่ายื่นคานออกไปมาก ประมาณ 5 เมตร

ต่อจากนั้นก็เดินขึ้นมาอีกชั้น 

จะเห็นว่าบันไดเล็กกว่าชั้นล่าง 

รู้สึกว่าบันไดนี้ทำไมสูงจัง ไม่มีชานพักด้วย – -”

 

นี่คือห้องเลกเชอร์อีกห้อง ชั้นบน บันไดวนก็ทะลุขึ้นมา

มองไปข้างๆจะเห็นสนามกีฬาแห่งชาติ กำัลังมีงานจตุรมิตรอยู่พอดี (ไว้มานั่งดูจตุรมิตรฟรีได้)

 

ท่อไฟฟ้าตรงนี้อยู่หน้าลิฟท์สวยงามมาก แต่ละสีก็จะเป็นโค้ดงานแต่ละระบบ ต้องถามวิศวะไฟฟ้า -*-

 

ตรงนี้เป็นห้องน้ำหลังลิฟท์  ที่เห็นคือช่องท่อ

เสาเอ็นชานพักบันได และท่อห้องน้ำ

ท่อน้ำเสีย

ตรงนี้กำลังหล่อบันไดอยู่ เหล็กตรงกลางคือแม่บันได

  มองไปข้างๆ เห็นคานยื่นออกมาน่าจะเป็นพวกระเบียงมั้ง

 ถึงตรงนี้ก็ขึ้นต่อไม่ได้แล้ว เพราะยังสร้างไม่เสร็จดีเท่าไร อาจารย์ก็เลยพาลง แต่ก่อนกลับ อาจารย์ก็พาไปดูตึกคณะสหเวช ที่อยู่ใกล้ๆ ออกแบบโดย อ สยาณี เหมือนกัน

ตึกนี้เด่นที่บันไดหน้าคณะที่ยาวไปถึงชั้นบน แถมยังลู่เข้า (เหมือนเป็นลายเซ็นของอาจารย์) 

แต่ทราบมาว่าเด็กคณะนี้ไม่กล้าขึ้นเพราะรุ่นพี่บอกว่าใครขึ้นแล้วจะเรียนไม่จบ (เจออย่างนี้สถาปนิกเซ็ง)

ไม่ขึ้นบันไดนั้นไปขึ้นบันไดแบบพับกลับ ข้างๆแทน

กระจกยาวแบบนี้เรียกว่า curtain wall คือกระจกไม่ได้วางบนพื้นหรือ คาน แต่จะแขวนไว้ข้างนอกเป็นที่มาของชื่อ

ระแนงบังแดด และเสาครีบ

 

มุงแผ่น polycarbonate

เสาครีบติดกระเบื้องเหมือนก่ออิฐ

ดีเทลการก่ออิฐที่ซ่อนอยู่ใต้ถุน

ด้านหลังนี้ก็ใช้แผ่น polycarbonate บังแดด

 

ตำแหน่ง Fan coil unit ที่คิดมาแล้ว แต่บางช่อง คนติดดันไปติดข้างล่าง – *-

ด้านข้าง มีระแนงสีแดง แรง 3 เท่า ข้างบนมีระแนงเหล็กด้วย 

ก็ไม่ค่อยได้ดูอะไรมากเพราะจะเที่ยงแล้ว ตอนบ่ายมีตรวจแบบ mini mall อีกแล้ว T-T

ภาพสุดท้ายของวัน 

ตอนตรวจแบบเสร็จ จะกลับบ้าน 

ควันจากร้านหมูปิ้ง แสงแดดยามเย็น ต้นไม้หน้าคณะ  ก็บังเกิดความงามที่ไม่คาดคิดได้

ขอบคุณเจ้าของบล็อคหน่อยนะคะที่ช่วยทัมไหนนู๋เปิดหูเปิดตาอีกนิด

CREDIT BY : http://argear.exteen.com/20091128/entry เห็นว่าเจ้าของชื่อพี่เกียร์นะคะ^^

เปิดรับงานอีกครั้งกับ design อีกหล่ะเรียนแล้วเรียนเล่าไม่ผ่านซักที่วุ้ย  เอาเถอะปีนี้ฮึดสู้…ไม่มีไรต้องมาเป็นภาระชีวิตอีกแล้ว..เดินตามลำพังสบาย~~

สำหรับงานแรกเป็นงานเชิงแนวว่าศึกษากับวัสดุที่อยู่ใกล้ตัวที่เรามองข้ามมันว่ามันเป็นมากกว่าตัวมันเองที่เป็นอยู่ถ้าเราแค่ใส่ความหมายมันลงไป..วัสดุชิ้นนั้นก้อจะเป็นงานชิ้นใหม่ขึ้นมา……..

วู้…ดูเหมือนสนุกจัง..แต่มันก้อไม่ง่ายหล่ะเน๊าะ…

Conceptงาน : ยังไม่มีความแน่นอนหล่ะมั้ง  ..แต่ะใครๆดูกันว่ามัเหมือนอะตอมธาตุ  … +[]+

Meterial : น่าจะจบที่ CD & DVD ที่เขาว่ากันว่ามีประโยชน์ไว้ติดตูดช้าง – -*

Process : ตัดmodelกันอย่างสนุกสนานค่ะพี่น้อง…เมารุ้งCD ……@*@

หอสมุด…ฟังดูก็น่าสนุกกับprojectนี้อยู่ล่ะนะ….และอีกอย่างก้อกำลังฝ่าฟันอุปสรรคที่ตัวเองสร้างขึ้นโดยตั้งใจ..เหมือนกับอยู่ดีๆก้อหาเรื่องมาใส่ตัวแล้วก้อต้องตามแก้เรื่องนั้น

กำลังใจที่ทำงานให้ผ่านงานนนี้ไปได้คือเพื่อนสนิทและแม่ที่คอยบอกว่า   “ไม่เปนไร6ปีจบให้ได้ไม่ว่าลูกจะได้เกรดมาเท่าไร่ก้อขอแค่จบให้ได้ใน6ปี”

อืมมมม..หอสมุดมีอะไรๆสับซ้อนที่ไม่รู้และได้บทเรียนหลายอย่างท่เราต้องมีระเบียบวินัยในการทำงาน ต้องรอบคอบ…จนตอนนี้ยังรู้สึกเหมือนตัวเองยังทำงานเหมือนเด็ก

CaseStudy

ชื่อโครงการ : Peckham Library
สถานที่ตั้ง    : Peckham South East London
พื้นที่โครงการ : 24,700 ตร.ม
เจ้าของโครงการ :
งบประมาณ  : 5.6 million
ผู้ออกแบบ    :  William Alsop & Jan stormer
ปีที่แล้วเสร็จ : 1999
ผลงาน : ได้รับรางวัล Sterling Prize ในปี 2000
องค์ประกอบโครงการ :
 – ชั้น 1 Retail shop
 – ชั้น 2 multimediainformation
 – ชั้น3 admin
 – ชั้น4 – 5 Library
ที่สนใจศึกษาอาคารหลังนี้เพราะสนใจความมีสีสันซึ่งคนเรามักคิดกันว่าหอสมุกนั้นต้องดูสงบเงียบเหมือนบรรยากาศอ่านหนังสือ แต่อาคารหลังนี้กลับใช้สีสันมาช่วยในการดึงดูดคนเข้าไปอ่านซึ่งพบว่าคนที่เข้าไปอ่านหนังสือนั้นกลับชอบที่จะอ่านตรงที่มีกระจกที่เป็นสีซะมากกว่า ซึ่งก้อน่าแปลกดีเหมือนกัน
 
เห็นอาคารเค้าแล้วเราก้อเกิดแรงบันดาลใจในตัวเหมือนกันว่าทำไมห้องสมุดมันต้องดูเรียบๆด้วยวะก็มันอยากใส่สีสันอ่ะดูแล้วมันไม่น่าเบื่อ
…แต่ก็นะเลยนำเอามาเล่นแค่ส่วนที่เป้นentertainer zoneได้แค่นั้น
มาพูดกันถึงเรื่องรูปฟอร์มอาคารจะเหนได้ว่าเปนรูปฟอร์มอาคารเหลี่ยมๆซ้อนๆเหลี่อมๆกันเพราะต้องการให้ดูเหมือนเปนอาคารเดียวกันแต่แยกกันเป้นหมวดไนตัวเอง
1.เป็นส่วนของโซนentertrain ที่จะนำสีสันของประจกสีมาเล่น
2.เป็นส่วนของcirculationระหว่างโซนอ่านหนังสือกะโซนสนุก
3.เป็นส่วนstaffและธุรการ
4.และ5.เป็นโซนอ่านหนังสือ
 
และแล้ววันไปตรวจแบบก้อเริ่มขต้องเปลี่ยนฟังก์ชั่นหาห้องน้ำลงให้ดีเลยรูปหน้าตาอาคารออกมาใหม่เช่นนี้
 
รูปแบบอาคารเริ่มดูดีมีสไตล์ขึ้นมาหน่อย มีการแบ่งก้อนเปนส่วนๆ
1.เป็นโซนสนุกสนานและส่วนstaff มีประจกสีมาเล่นกันทางเดินอาคาร
2.และ5.เป็นส่วนของอ่านหนังสือ
3.เป็นส่วนห้องน้ำและเป็นจุดเปลี่ยนcirculationของอาคาร
4.เป็นส่วนของนั่งเล่นมายืมคืนโถงอาหาร
 
ระหว่างการทำงานย่อมมีอุปสรรคเหนื่อยบ้างท้อบางสู้รบกับปัญหาภายนอกและภายในแต่ก็ยันดันๆถีบๆตัวไปจนทำงานส่งjulyจนได้
แต่งานที่ไปjulyก็ยังไม่ถูกใจตัวองอยู่ดีเหมือนรู้ทั้งรู้ว่างานไม่ดีแต่อย่างน้อยมันเป็นงานที่เราตั้งใจทำแล้วพยายามแล้วกับใจที่อ่อนล้ามามาก
 

 

ยอมรับเลยว่างานยังไม่สมบูรณ์ตามที่พูดคือ ไม่มีการจัดบริบทโดยรอบ -*- อ่า……..

แปลน รูปด้าน รูปตัดก้อขาดความสมบูรณ์ด้สนสีสันแล้วก้อน้ำหนักเส้นอีก =A=*

 อ่าลืมบอกว่า concect : colorful นะนั่น…..ซึ่งมันดูไม่colorfulเอาซะเลยวุ้ยย!!!

อาจารย์ก็commentกันสนุกคืองานไม่ครบแหละท่าน..ไงคราวหน้าถ้ามีโอกาสกระผมจะแก้ไขงานและสันดารงับป๋ม~~~~

ขอบคุณอาจารย์โอ๋ที่ค่อยพูดให้กำลังใจงับ…ปล.ถึงหยินไปบ้างไม่ไปบ้าง

ASSIGNMENT: วัสดุมุงหลังคา

วัสดุพื้นถิ่น : กระเบื้องว่าว

แนวทางในการศึกษา :

–          ค้นคว้าข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต

–          สอบถามข้อมูลจากร้านค้า แหล่งผู้ใช้

–          สอบถามข้อดีและข้อเสียจากผู้ใช้

ที่มา :

                เหตุเกิดจากการเรียนสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นแล้วได้ไปวัดวาอารามในจังหวัดพิษณุโลกเกิดความพิสมัยในกระเบื้องว่าวเพราะด้วยความที่มันดำเพราะราขึ้น!! แลดูเป็นศิลปะสวยมาก!! /(= [] =)\

เหตุผลในการศึกษา :

                ในการศึกษาการใช้กระเบื้องว่าวเป็นวัสดุมุงหลังเพื่อจะได้รู้วิธีติดตั้ง ข้อดีข้อเสียของกระเบื้องว่าว เปรียบเทียบราคาการใช้ว่าใช้วัสดุมุงกลังคาแบบอื่นคุ้มกว่าหรือไม่

ผลที่คาดว่าจะได้รับ :

–          ทราบข้อมูลเกี่ยวกับกระเบื้องว่าวของไทย

–          ทราบแหล่งที่มา การติดตั้งกระเบื้องว่าว

–          ความสนุกสนานในการหาข้อมูล

กระเบื้องว่าว

                กระเบื้องว่าวบางคนอาจจะไม่รู้จักว่ากระเบื้องว่าวนั้นหน้าตาเป็นแบบใด มุงหลังคาออกมาแล้วเป็นแบบไหน ราคาจะแพงไหม หรือมีช่างที่สามารถมุงหลังคาแบบนี้ได้หรือไม่ ทำไมถึงนิยมใช้กันในสมัยก่อนและปัจจุบันนี้เรายังพบได้ในอาคารแนวอนุรักษ์ไทย หรือแม้กระทั่งรีสอร์ท

                กระเบื้องว่าว หน้าตาเป็นรูปสีเหลี่ยมข้าวหลามตัด เมื่อมุงเสร็จแล้ว เวลาเรามองขึ้นไปจะเห็นเป็นลายข้าวหลามตัดเรียงกันสวยงาม กระเบื้องว่าวนั้นมีหลายขนาดตั้งแต่ 8”x 8”,9”x 9”,12”x 12” และ 13”x 13” ที่เรานิยมมุงหลังคาในปัจจุบัน สีของกระเบื้องว่าวในตอนนี้มีหลายสีผลิตออกมาตามความต้องการของตลาดและของแต่ละบริษัท

 

ขนาดของกระเบื้องว่า 9 x 9 นิ้ว                                                              ระยะห่างแป 13 ซม. Center to Center

ความลาดชันหลังคาต่ำสุด                                                                       35 องศา

จำนวนการใช้งาน ขนาด 9 x 9 นิ้ว                                                         ใช้ 26 แผ่น/ตร.ม.

น้ำหนักคงที่ที่ใช้ในการออกแบบโครงหลังคา 9 x 9 นิ้ว                         หนัก 33.8 กก./ตร.ม.

ขนาดของกระเบื้องว่า 13 x 13นิ้ว                                                           ระยะห่างแป 21 ซม. Center to Center

ความลาดชันหลังคาต่ำสุด                                                                       45 องศา

จำนวนการใช้งาน ขนาด 9 x 9 นิ้ว                                                         ใช้ 12 แผ่น/ตร.ม.

น้ำหนักคงที่ที่ใช้ในการออกแบบโครงหลังคา 9 x 9 นิ้ว                         หนัก 38.4 กก./ตร.ม.

อุปกรณ์ครอบหลังคากระเบื้องว่าว

กระเบื้องชายล่าง                     หนัก 2 กก./แผ่น     กระเบื้องแผ่นเริ่ม ใช้ 3 แผ่น/ตรม.

กระเบื้องชายบน                     หนัก 2 กก./แผ่น     กระเบื้องแผ่นปิด ใช้ 3 แผ่น/ตรม.

ครอบสันตะเฆ้,สันหลังคา      หนัก 5.5 กก./ตัว      สันหลังคา,สันตะเฆ้ ใช้ 3 ตัว/ตรม.

ปิดปลายครอบสันตะเฆ้          หนัก 3.5 กก./ตัว      เฉพาะจุดที่ใช้

ครอบสันข้าง3.0 กก./ตัว          หนัก 3.0 กก./ตัว      ตามแบบใช้ 3 ตัว/ม.

ปิดปลายครอบสันข้าง             หนัก 3.0 กก./ตัว      เฉพาะจุดที่ใช้

ครอบปิดจั่ว                             หนัก7.0 กก./ตัว       หน้าบัน / 1 ตัว

ครอบสามทาง                         หนัก9.0 กก./ตัว       เฉพาะจุดที่ใช้

กระเบื้องว่าวนั้นจะว่าไปแล้วมีด้วยกันหลายแบบแต่ที่เรามักจะรู้จักกันคือประเบื้องว่าวดินเผาแบบดั้งเดิม กระเบื้องว่าวที่ผลิตในไทยที่มีใช้กันมี 2 แบบ

กระเบื้องว่าววัสดุดินเผา

– กระเบื้องว่าวท้องถิ่นเดิม

เนื้อเป็นดินเหนียวขึ้นรูป > ตาก > เผา

สีออกน้ำตาลแดงตามบ้านเรือนไทยทั่วไป

ข้อจำกัด..เทคโนโลยีเดิมๆ ..ค่อนข้างหนา..เปราะ..แตกง่าย..

แต่ได้อารมณ์เวลามุงแล้วมีราดำขึ้น (๕๕+ไม่ได้ประชดชอบจริง ๆนะเออ)ราคาพอไหว..แต่คุณภาพไทยๆท้องถิ่น

กระเบื้องว่าววัสดุคอนกรีต

– กระเบื้องว่าวท้องถิ่นใหม่
สีหลากหลายขึ้นทำจากคอนกรีตด้วยกรรมวิธีใหม่ขึ้น
หนา… เพราะคอนกรีตทำบางบ่ได้เน้อมันสิแตก…
ข้อด้อย.. หนัก..หนา..เทคโนโลยีการผลิตยังเป็นรองบริษัทใหญ่ๆอยู่

– กระเบื้องว่าวโอเรียลทอล
เนื้อเป็นคอนกรีต ของ บริษัทซีเเพคโมเนีย
เทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย
หนาบั๊กเพราะคอนกรีตทำบางบ่ได้เน้อมันสิเเตก..ข้อด้อย..หนา.. หนัก  และ.. เเพงงงงงง..

– กระเบื้องว่าวไอยรา
เป็นไฟเบอร์ซีเมนต์ (ปูนผสมใยบางอย่าง)
เทคโนโลยีการผลิตทันสมัย…บาง…เบากว่า (ถ้าเทียบกับที่ทำจากคอนกรีต)

ข้อด้อย.. นักออกแบบหลายท่านไม่ชอบที่มันบาง
เพราะว่าอารมณ์กระเบื้องว่าวเวลามุงทับซ้อนกัน ถ้าจะสวยมันต้องเกิดแสงเงา..ที่มาจากความหนานั่นเอง..

– กระเบื้องว่าวซีกรีต

                เป็นคอนกรีตอัดแรงโดยระบบปูน – ทรายเปียก

                เทคโนโลยีทันสมัย

                ใกล้เคียงกระเบื้องเซรามิค นิยมใช้กันเพราะดูราคาไม่ค่อยแพงเมื่อเทียบเคียงบริษัทอื่น

การเตรียมโครงหลังคากระเบื้องว่าว

– ขนาด 9 x 9 นิ้ว

1. ความลาดเอียงของหลังคาของกระเบื้องว่าวนั้นระดับจันทันต้องมีมุมยกไม่น้อยกว่า 25-45 องศา และระดับหลังจันทันต้องเท่ากันทุกตัว
2. ระดับหลังไม้บัวเชิงชายต้องยกสูงกว่าหลังแป …….
3. แป แถว แรก14-15 ซม. วัดจากเชิงชาย ให้วัดระยะจากขอบนอกของไม้บัวเชิงชายถึงหลังแป
4. แป แถว ที่ 2 วัดจากหลังแปแถวแรก Center to Center 13 ซม.
5. แป แถว ถัดไป ให้ ระยะห่างเท่าๆกันทุกช่วง 13 ซม. Center to Center จนถึงยอด
6. แป แถว บนสุด ที่สันหลังคาให้วัดจากจุดยอดของ จันทันถึงหลังแป 5-8 ซม. 2 ข้าง ต้องเท่ากัน

– ขนาด 13 x 13 นิ้ว

1. ความลาดเอียงของหลังคากระเบื้องว่าว ระดับจันทันต้องมีมุมยกไม่น้อยกว่า 25-45 องศา และระดับหลังจันทันต้องเท่ากันทุกตัว
2. ระดับหลังไม้บัวเชิงชายต้องยกสูงกว่าหลังแป ……..
3. แป แถว แรก 24 ซม. วัดจากเชิงชาย ให้วัดระยะจากขอบนอกของไม้บัวเชิงชายถึงหลังแป
4. แป แถว ทื่ 2 วัดจากหลังแปแถวแรก Center to Center 21 ซม.
5. แป แถว ถัดไป ให้ ระยะห่างเท่าๆกันทุกช่วง 21 ซม. Center to Center จนถึงยอด
6. แป แถว บนสุด ที่สันหลังคาให้วัดจากจุดยอดของจันทันถึงหลังแป 5-8 ซม. 2 ข้าง ต้องเท่ากัน

ข้อควรระวังของกระเบื้องว่าว คือ มีข้อจำกัด และรายละเอียดที่ต้องพิถีพิถัน…ในการมุงมากกว่า

เหตุผลแรกอยู่ตรงเนื้อวัสดุที่ใช้ทำที่ดั้งเดิม หากเป็นกระเบื้องว่าวด่านเกวียน หรือกระเบื้องว่าวดินเผาสมัยก่อนที่ใช้ ” ดินเหนียว” เป็นวัสดุหลักในการทำ ตัวเนื้อดินเองจะส่งผลต่อตัวหลังคาค่อนข้างสูง ทั้งเรื่องอมน้ำ อมความชื้น การบิดเบี้ยวของแต่ละแผ่นแต่ข้อดีคือราคาต่อแผ่นถูก งบประมาณอาจถึงครึ่งต่อครึ่ง หลายๆคนจึงมักนิยมเริ่มต้นปูกระเบื้องว่าวด้วยวิธีนี้ ซึ่งก็ต้องยอมรับข้อเสียคือ ความไม่สม่ำเสมอของวัสดุ ย่อม ทำให้เกิดปัญหาการปู และรั่วซึมได้ง่าย

ปัจจัยหลักที่ตัวกระ เบื้องจะอมน้ำหรือไม่นั้น สิ่งสำคัญ คือ “ระบบการอัดและการเผา” จะว่าทำไม เหตุผลก็คือถ้าแรงอัดที่ใช้ทำนั้นไม่ “สูง” พอ เนื้อของกระเบื้องว่าวก็จะเหลือช่องความพรุนสูง เยอะดังนั้นน้ำฝน – ความชื้นก็จะแทรกซึมลงไปในเนื้อกระเบื้องได้มากเป็นอัตราส่วนตามเช่นกัน

ด้วยสาเหตุนี้ จึงเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมกระเบื้องว่าวด่านเกวียนหรือจากที่อื่นๆ ที่ใช้ดินเป็นวัสดุ จึงต้อง ” เคลือบมัน ” อีกครั้งหนึ่ง เพราะถ้าเป็นรุ่นไม่เคลือบ เวลาฝนตกตัวกระเบื้องจะอมความชื้น หลังฝนตกพอแดดออกจะมองเห็นร่องรอยความชื้นด่างๆ ในชั่วระยะเวลาหนึ่งก็จะหายไปในที่สุดก็จริง แต่ความชื้นที่หลงเหลือและฝังตัวอยู่จะทำให้เกิดราดำบนตัวผืนหลังคา

กระเบื้องว่าวสมัยใหม่ที่ผลิตในเชิงอุตสาหกรรมของ cecrete จึงปรับปรุงวิธีการผลิต โดยใช้ ซีเมนต์ และเครื่องจักรอัดไฮโดรลิคแรงสูง เพื่อชดเชยข้อด้อยของการผลิตเดิม ทำให้รูพรุนของกระเบื้องน้อยลง และอัตราการดูดซึมน้อยกว่า 10% หรือเพียง 6-7 % เท่านั้น เนื่องจากเครื่องจักรที่ใช้มีแรงกดมากกว่า 100 ตัน / ตรม.และทำให้ขนาดของกระเบื้องว่าวได้มาตรฐานเท่ากัน ไม่มีส่วนบิดเบี้ยวของแต่ละแผ่น เหมือนการผลิตแบบเดิม
แต่ต้นทุนที่สูงขึ้น ก็ทำให้ราคาต่อแผ่นสูงขึ้นด้วย แต่ก็คุ้มค่า เมื่อพูดถึงคุณสมบัติการใช้งาน โดยเฉพาะการทำคันกันน้ำย้อนที่มีขนาดมาตรฐานเท่ากันทุกแผ่น ซึ่งเป็นเหตุผลหลักของข้อที่สอง

เหตุผลข้อที่สองระบบ “กันรั่ว” หรือ “คันกันน้ำย้อน” คือ ร่องสันที่ใต้กระเบื้อง ซึ่งมีไว้ดัก หรือ ไว้กันน้ำฝนย้อนเข้านั่นเอง คันน้ำนี้ จำเป็นต้องมี เนื่องจากรูปทรงกระเบื้องว่าวเองส่งผลให้จุดที่จะต้องเจอน้ำฝนเข้ามาเยอะกว่ากระเบื้องชนิดอื่น เพราะมันทับซ้อนถึง 3 ทาง จึงต้องเจอการเข้ามาของน้ำฝนถึง 3 ทาง เช่นกัน คือ ด้านล่าง 1 และด้านข้างอีก 2 ทาง เป็น 3 ทาง ถ้าเป็นกระเบื้องชนิดอื่นจะเจอทางเดียว คือ ด้านล่างของแผ่น ตรงนี้เองจึงเป็นจุดที่จะสร้างความปวดหัวให้ผู้ใช้ได้ เพราะถ้าไม่พิถีพิถันกับการมุง หรือไม่รู้วิธีมุงที่ถูกต้อง หรือเอาวิธีการมุงกระเบื้องทั่วไปมาใช้แล้ว จะรั่วซึมได้ง่ายกว่ากระเบื้องชนิดอื่นมาก

ผู้ใช้จึงต้องรู้ข้อบังคับหลักๆของการปูกระเบื้อง

– องศาความลาดชันของการปู สูงกว่าการปูกระเบื้องแบบอื่น(นี่คือเหตุผลที่ช่างมุงทั่วไปที่ไม่มีประสบการณ์ไม่ทราบ)

– ควรใช้ “วัสดุรอง” มารองด้านล่างไว้ก่อน คล้ายๆ ปูวัสดุที่ทึบตันรองด้านล่างรับไว้เลย สำหรับช่างปูที่ไม่มีประสบการณ์การปูกระเบื้องว่าวมาก่อนการออกแบบของ” บ้าน “ต้องเหมาะกับอารมณ์ตามรูปลักษณ์กระเบื้องว่าวด้วย เพราะกระเบื้องว่าวมีลักษณะเฉพาะตัวสูง
– รูปแบบการปูกระเบื้องว่าวตามแบบโบราณนั้น เป็นวิธีและเทคนิคสำคัญที่ทำให้การปูกระเบื้องว่าวสวยงามและดูแลรักษาได้ง่าย
และรายละเอียดแบบนี้ เป็นความรู้ที่ต้องทำการบ้านก่อนเท่านั้นเอง ถ้าปูแบบทั่วๆไป โดยที่ไม่ทราบข้อบังคับหลักๆในการปูก็จะเกิดความผิดพลาดได้ง่าย ฯลฯ

                ขณะเดียวกันการที่กระเบื้องว่าว จะต้องมีความพิถีพิถันในการปูสูง แต่ด้วยเอกลักษณ์ของกระเบื้อง และรูปแบบซึ่งเป็น design ของความย้อนยุค ที่ให้ความรู้สึกพิเศษ เมื่อผนวกรวมกับดีไซน์ของอาคารในสไตล์ที่เลือกใช้กระเบื้องว่าวแล้ว มักจะให้กลิ่นอายความคลาสสิคเฉพาะ กระเบื้องว่าวจึงยังคงได้รับความนิยมอยู่ตลอดข้ามยุคสมัยตลอดมา

อาคารที่ทำการมุงด้วยกระเบื้องว่าว

เอกสารอ้างอิง :

http://www.pantip.com

http://www.punpee.com

http://www.cecrete.co.th

http://www.makha-house.com

http://icannottellyouwhy.diaryclub.com

assignment : I

Assignment : I วัสดุมุงหลังคา…กระเบื้องว่าว

วัดราชบูรณะ
เนื่องจากวัดราชบูรณะเป็นวัดที่เก่าแก่ที่หนึ่งของเมืองพิษณุโลกที่แทบไม่ได้รับการบูรณะใหม่ ทำให้อุโบสถและวิหารยังคงความเป็นไทยในสมัยสุโขทัยอย่างเกือบสมบูรณ์ และที่ข้าพเจ้าสนใจคือกระเบื้องที่ใช้มุงหลังคาของวิหาร อุโบสถ หอไตรเครื่องก่อ ศาลาการเปรียญ เห็นได้เกือบทุกอาคารที่มีความสำคัญของวัดราชบูรณะ กระเบื้องที่ใช้มุงหลังคานั้นเค้าเรียกกันว่า “กระเบื้องว่าว”
” กระเบื้องว่าว ”
กระเบื้องว่าว หน้าตาเป็นกระเบื้องรูปสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด เมื่อมุงเสร็จแล้ว ตาเรามองขึ้นไปที่ผิวหลังคาจะเห็นเป็นลายข้าวหลามตัดเรียงสวยงามมาก สมัยก่อนนิยมใช้มาก ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 และนิยมใช้ตลอดมาจนถึงปัจจุบัน

การผลิตกระเบื้องว่าวดั้งเดิมนั้น เขาจะทำด้วยเทคโนโลยีท้องถิ่น หรือที่เราเรียกกันง่ายๆ ว่า ” กระเบื้องว่าวดินเผา ” เช่น แถวด่านเกวียน วัสดุที่ใช้ทำ ใช้ดินเป็นส่วนประกอบหลักในการทำ เนื้อของกระเบื้องว่าวเป็นวัสดุเดียวกันกับที่ใช้ทำกระเบื้องดินเผาปูพื้น แต่เปลี่ยนรูปแบบการทำมาเป็นใช้มุงหลังคา ขึ้นรูปแล้วเข้าเตาเผาออกมา ซึ่งส่วนใหญ่จะออกมาในสีออกน้ำตาลเคลือบมัน ( ถ้าจะเอาแบบไม่เคลือบ หรือ ผิวด้านต้องสั่งพิเศษ )

ส่วน กระเบื้องว่าว ซีกรีต คือ การผลิตกระเบื้องว่าวอีกแบบที่พัฒนาขึ้นในเชิงอุตสาหกรรม ซึ่งต่างกันที่การใช้วัสดุที่ทำ ” กระเบื้องว่าว ” กระเบื้องว่าวกลุ่มนี้ ผลิตโดยใช้ ” ซีเมนต์ ” เป็นวัสดุหลัก และใช้เครื่องจักรไฮโดรลิคกำลังสูงสำหรับการขึ้นรูปกระเบื้อง มาช่วยสร้างมาตรฐานในการผลิตให้สูงขึ้น และมีขนาดกระเบื้องเท่าๆกัน ซึ่งสะดวกต่อการใช้งานที่ต้องการคุณภาพมากขึ้นพร้อมๆไปกับความสวยงาม

ข้อควรระวังของกระเบื้องว่าว คือ มีข้อจำกัด และรายละเอียดที่ต้องพิถีพิถัน…ในการมุงมากกว่า

เหตผลแรกอยู่ตรงเนื้อวัสดุที่ใช้ทำที่ดั้งเดิม หากเป็นกระเบื้องว่าวด่านเกวียน หรือกระเบื้องว่าวดินเผาสมัยก่อนที่ใช้ ” ดินเหนียว” เป็นวัสดุหลักในการทำ ตัวเนื้อดินเองจะส่งผลต่อตัวหลังคาค่อนข้างสูง ทั้งเรื่องอมน้ำ อมความชื้น การบิดเบี้ยวของแต่ละแผ่นแต่ข้อดีคือราคาต่อแผ่นถูก งบประมาณอาจถึงครึ่งต่อครึ่ง หลายๆคนจึงมักนิยมเริ่มต้นปูกระเบื้องว่าวด้วยวิธีนี้
ซึ่งก็ต้องยอมรับข้อเสียคือ ความไม่สม่ำเสมอของวัสดุ ย่อม ทำให้เกิดปัญหาการปู และรั่วซึมได้ง่าย

ปัจจัยหลักที่ตัวกระ เบื้องจะอมน้ำหรือไม่นั้น สิ่งสำคัญ คือ “ระบบการอัดและการเผา”
จะว่าทำไม เหตุผลก็คือถ้าแรงอัดที่ใช้ทำนั้นไม่ “สูง” พอ เนื้อของกระเบื้องว่าวก็จะเหลือช่องความพรุนสูง เยอะดังนั้นน้ำฝน – ความชื้นก็จะแทรกซึมลงไปในเนื้อกระเบื้องได้มากเป็นอัตราส่วนตามเช่นกัน

ด้วยสาเหตุนี้ จึงเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมกระเบื้องว่าวด่านเกวียนหรือจากที่อื่นๆ ที่ใช้ดินเป็นวัสดุ จึงต้อง ” เคลือบมัน ” อีกครั้งหนึ่ง เพราะถ้าเป็นรุ่นไม่เคลือบ เวลาฝนตกตัวกระเบื้องจะอมความชื้น หลังฝนตกพอแดดออกจะมองเห็นร่องรอยความชื้นด่างๆ ในชั่วระยะเวลาหนึ่งก็จะหายไปในที่สุดก็จริง แต่ความชื้นที่หลงเหลือและฝังตัวอยู่จะทำให้เกิดราดำบนตัวผืนหลังคา

กระเบื้องว่าวสมัยใหม่ที่ผลิตในเชิงอุตสาหกรรมของ cecrete จึงปรับปรุงวิธีการผลิต โดยใช้ ซีเมนต์ และเครื่องจักรอัดไฮโดรลิคแรงสูง เพื่อชดเชยข้อด้อยของการผลิตเดิม ทำให้รูพรุนของกระเบื้องน้อยลง และอัตราการดูดซึมน้อยกว่า 10% หรือเพียง 6-7 % เท่านั้น เนื่องจากเครื่องจักรที่ใช้มีแรงกดมากกว่า 100 ตัน / ตรม.และทำให้ขนาดของกระเบื้องว่าวได้มาตรฐานเท่ากัน ไม่มีส่วนบิดเบี้ยวของแต่ละแผ่น เหมือนการผลิตแบบเดิม
แต่ต้นทุนที่สูงขึ้น ก็ทำให้ราคาต่อแผ่นสูงขึ้นด้วย แต่ก็คุ้มค่า เมื่อพูดถึงคุณสมบัติการใช้งาน โดยเฉพาะการทำคันกันน้ำย้อนที่มีขนาดมาตรฐานเท่ากันทุกแผ่น ซึ่งเป็นเหตุผลหลักของข้อที่สอง

เหตุผลข้อที่สองระบบ “กันรั่ว” หรือ “คันกันน้ำย้อน” คือ ร่องสันที่ใต้กระเบื้อง ซึ่งมีไว้ดัก หรือ ไว้กันน้ำฝนย้อนเข้านั่นเอง

คันน้ำนี้ จำเป็นต้องมี เนื่องจากรูปทรงกระเบื้องว่าวเองส่งผลให้จุดที่จะต้องเจอน้ำฝนเข้ามาเยอะกว่ากระเบื้องชนิดอื่น
เพราะมันทับซ้อนถึง 3 ทาง จึงต้องเจอการเข้ามาของน้ำฝนถึง 3 ทาง เช่นกัน คือ ด้านล่าง 1 และด้านข้างอีก 2 ทาง เป็น 3 ทาง

ถ้าเป็นกระเบื้องชนิดอื่นจะเจอทางเดียว คือ ด้านล่างของแผ่น ตรงนี้เองจึงเป็นจุดที่จะสร้างความปวดหัวให้ผู้ใช้ได้
เพราะถ้าไม่พิถีพิถันกับการมุง หรือไม่รู้วิธีมุงที่ถูกต้อง หรือเอาวิธ๊การมุงกระเบื้องทั่วไปมาใช้แล้ว จะรั่วซึมได้ง่ายกว่ากระเบื้องชนิดอื่นมาก

ผู้ใช้จึงต้องรู้ข้อบังคับหลักๆของการปูกระเบื้อง เช่น

องศาความลาดชันของการปู สูงกว่าการปูกระเบื้องแบบอื่น(นี่คือเหตุผลที่ช่างมุงทั่วไปที่ไม่มีประสบการณ์ไม่ทราบ)

ควรใช้ “วัสดุรอง” มารองด้านล่างไว้ก่อน คล้ายๆ ปูวัสดุที่ทึบตันรองด้านล่างรับไว้เลย สำหรับช่างปูที่ไม่มีประสบการณ์การปูกระเบื้องว่าวมาก่อน

การออกแแบบของ ” บ้าน “ต้องเหมาะกับอารมณ์ตามรูปลักษณ์กระเบื้องว่าวด้วย เพราะกระเบื้องว่าวมีลักษณะเฉพาะตัวสูง
ที่จริงแล้วรูปแบบการปูกระเบื้องว่าวตามแบบโบราณนั้น เป็นวิธีและเทคนิคสำคัญที่ทำให้การปูกระเบื้องว่าวสวยงามและดูแลรักษาได้ง่าย
และรายละเอียดแบบนี้ เป็นความรู้ที่ต้องทำการบ้านก่อนเท่านั้นเอง ถ้าปูแบบทั่วๆไป โดยที่ไม่ทราบข้อบังคับหลักๆในการปูก็จะเกิดความผิดพลาดได้ง่าย ฯลฯ

แต่ขณะเดียวกันการที่กระเบื้องว่าว จะต้องมีความพิถีพิถันในการปูสูง แต่ด้วยเอกลักษณ์ของกระเบื้อง และรูปแบบซึ่งเป็น sign ของความย้อนยุค ที่ให้ความรู้สึกพิเศษ เมื่อผนวกรวมกับดีไซน์ของอาคารในสไตล์ที่เลือกใช้กระเบื้องว่าวแล้ว มักจะให้กลิ่นอายความคลาสสิคเฉพาะ กระเบื้องว่าวจึงยังคงได้รับความนิยมอยู่ตลอดข้ามยุคสมัยตลอดมา

แผนผังโครงสร้างการปูกระเบื้องว่าวบนหลังคา
โครงสร้างหลังคาที่มีตะเข้รางน้ำ
โครงสร้างหลังคาที่มีตะเข้รางน้ำ และตะเข้สัน
รูปตัดแสดงโครงสร้างช่วงตะเข้สัน
ขั้นตอนการเริ่มปูกระเบื้อง

การมุงกระเบื้องว่าว

แนวกระบวนการคิด : ศึกษาจากกระเบื้องหลังคาวัดราชบูรณะในจังหวัดพิษณุโลกว่าเป็นกระเบื้องมุงหลังคาแบบใด
เหตุผล : ชอบวัสดุมุงหลังคาแบบไทยๆ

Hello world!

Welcome to WordPress.com. This is your first post. Edit or delete it and start blogging!